การออกแบบและพัฒนาโปรแกรมติดฟิล์มกรองแสง

61215_0_m_31_2013-02-03-12-10-58ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีต่างๆในปัจจุบันทำให้นาโนเทคโนโลยีเกิดการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เช่น ความสามารถในการสร้างเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถมอง วัด หรือสัมผัสวัตถุในระดับนาโนได้อย่างแม่นยำ และผสมผสานกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ , เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล และศึกษาคุณสมบัติของสสารได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ทางด้านอาหาร เกษตรกรรม การแพทย์ เครื่องสำอาง พลังงาน เครื่องนุ่งห่ม การกีฬา การทหาร คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ สิ่งแวดล้อม การสื่อสารและโทรคมนาคม

การพัฒนาระบบการทำงานฟิล์มกรองแสงรูปแบบใหม่ที่มีความแตกต่างจากระบบเดิมที่ใช้อยู่ทั่วไปที่เป็นหัวใจ ได้แก่ ผู้บริโภคสามารถเลือกและพิสูจน์ตัวแผ่นฟิล์มกรองแสงได้ตามต้องการ ซึ่งการติดตั้งฟิล์มกรองแสงจะตัดแบบด้วยการใช้โปรแกรมที่มีความเฉพาะสำหรับรถยนต์แต่ละรุ่นแทนการใช้มีดคัตเตอร์กรีดลงบนกระจกรถยนต์ ซึ่งอาจเกิดความเสียหายบนกระจกรถได้เมื่อเปรียบเทียบข้อดีของระบบการติดตั้งนี้นอกจากจะมีความสวยงามกว่าการใช้มือตัดอย่างชัดเจนแล้ว ระบบนี้ยังสามารถลดต้นทุนด้านวัตถุดิบลงได้กว่า 15% และลดเวลาในการติดตั้งลงได้เกือบ 1 ชั่วโมง เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้มีสิทธิ์เลือกใช้และพิสูจน์คุณภาพสินค้าเพื่อเลือกสรรสิ่งที่คิดว่าคุ้มราคาที่สุดโดยส่วนหนึ่งได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ ซึ่งปรากฏว่าสามารถลดความสูญเสียได้หลายอย่าง ทั้งในเรื่องสินค้า เวลา และต้นทุน และผลงานการติดตั้งฟิล์มกรองแสงที่ออกมาก็เรียบร้อยสวยงามและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

เป็นโปรแกรมที่เพียบพร้อมในคุณสมบัติการบริหารจัดการที่ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ภายใต้ความถูกต้องแม่นยำของรูปแบบกระจกรถยนต์แต่ละรุ่นที่มีอยู่ในโปรแกรม นอกจากระบบการติดฟิล์มแล้วยังเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานให้สะดวกสบาย และเป็นระบบฐานข้อมูลลูกค้า ระบบควบคุมสต็อกสินค้ารวมทั้งระบบจัดเก็บข้อมูลการทำงานตามลูกค้าโดยละเอียดอีกด้วย การออกแบบและพัฒนาระบบดังกล่าวจะเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้รถยนต์อย่างแน่นอน หากมองในเรื่องโอกาสและทางเลือกของผู้บริโภค การมีนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆผุดเข้ามาในวงการธุรกิจติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์จะทำให้ร้านค้าที่มีการให้บริการติดตั้งแบบระบบเก่าตื่นตัว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบแข่งขัน ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้บริการในรูปแบบใหม่ๆหรือเร่งคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีคุณภาพเทียบเท่าหรือดีกว่า นับเป็นผลดีของการสร้างนวัตกรรมเพราะคนไทยก็จะได้ใช้สินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพมากยิ่งๆขึ้นในอนาคตต่อไป

การลดความร้อนของฟิล์มกรองแสงในปัจจุบัน

14

ความเข้าใจผิดที่แก้ไขยากสำหรับวงการฟิล์ม สืบเนื่องจากในยุคแรกๆ ฟิล์มมีไม่กี่ชนิดและมีไม่กี่ระดับความเข้มโดยมาตรฐานตอนนั้นจะมีเบอร์ที่เป็นมาตรฐานสากลคือ เบอร์ 5, 20, 50 ซึ่งตามมาตรฐานแล้วเบอร์ฟิล์มจะบ่งบอกถึงประมาณการณ์ของค่าแสงส่องผ่าน เช่น ฟิล์มรหัส xx 05 จะหมายถึงฟิล์มเบอร์นี้แสงสามารถส่องผ่านได้ประมาณ 5% คือฟิล์มมีความเข้ม 95% บ้านเราเห็นมันเข้มหรือทึบสุดเลยเรียกว่าฟิล์ม 80%, ฟิล์มเบอร์ xx 20 หมายถึงฟิล์มเบอร์นี้ แสงสามารถส่องผ่านได้ประมาณ 20% หรือฟิล์มเข้ม 80% บ้านเราเรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่าฟิล์ม 60%, ฟิล์มเบอร์ xx 50 หมายถึงฟิล์มเบอร์นี้ แสงสามารถส่องผ่านได้ประมาณ 50% หรือฟิล์มเข้ม 50% บ้านเราเรียกฟิล์ม 40% นี่แหละครับความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น

การลดความร้อนของฟิล์มเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งถกเถียงกันไม่จบบ้างก็อยากให้วัดกับหลอดไฟซึ่งผู้บริโภคคงสับสนกันอยู่พอสมควรว่าจะทดสอบและตัดสินใจเลือกกันอย่างไรให้ถูกต้องกันแน่เราจะดูตารางเปรียบเทียบไอความร้อนที่เราได้รับดูกันก่อน ระหว่างแหล่งกำเนิดที่ต่างกัน คือ ระหว่างดวงอาทิตย์กับหลอดไฟ ดังนั้นการพิจารณาในการเลือกฟิล์มกรองแสงจากคุณสมบัติในการลดความร้อนนั้น สามารถใช้หลอดไฟในการเปรียบเทียบได้ คือให้รู้ว่าฟิล์มตัวไหนสามารถลดรังสีอินฟราเรดได้ดีกว่ากัน(ควรจะเทียบใน ระดับฟิล์มที่มีความเข้มระดับเดียวกันหรือใกล้เคียง) ก็จะได้รู้ว่าฟิล์มตัวไหนสามารถลดความร้อนได้ดีกว่า ย้ำนะครับว่าให้เทียบในระดับความเข้มเดียวกัน แต่ก็อย่าคาดหวังว่าจะลดความร้อนได้ดีอย่างที่เรารู้สึก เพราะดวงอาทิตย์มีส่วนประกอบของความร้อนอย่างอื่นประกอบด้วย ถ้าจะเอาค่าการลดความร้อนรวม ดังนั้นการเลือกฟิล์มก็ควรที่จะดูเรื่องโครงสร้างสินค้า-ราคาและการลดความ ร้อนรวมจากแสงแดดเป็นตัวประกอบด้วย จะได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

ฟิล์มอินฟราเรดเป็นฟิล์มชนิดที่เคลือบสารพิเศษในการไปตัดรังสีอินฟราเรดได้ดี ซึ่งรังสีอินฟราเรดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของความร้อน (ดูการลดความร้อนของฟิล์มในช่วงต่อไป) แต่จากการโฆษณาทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อว่าสามารถลดความร้อนได้ดี โดยใช้ตัวเลขในการลดรังสีอินฟราเรดเป็นตัวโฆษณาและมีราคาที่สูงมาก ทำให้ตลาดไม่ค่อยตอบรับเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบันมีสินค้าประเภทนี้ที่มีราคาถูกลงให้ได้เลือกกันมากขึ้น

การจำหน่ายฟิล์มกรองแสงในประเทศไทย

การจำหน่ายฟิล์มกรองแสงในประเทศไทย
การใช้พลังงานในอาคารและในรถยนต์นั้น จะมีสัดส่วนการใช้พลังงานของระบบต่างๆ แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของอาคารและเครื่องยนต์รถ โดยส่วนใหญ่ ค่าใช้จ่ายพลังงานจะถูกใช้ไปกับระบบปรับอากาศหรือการขับเคลื่อนความร้อนจากแสงอาทิตย์มีอิทธิพลต่อภาระทำความเย็นเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยหลักของการถ่ายเทพลังงานความร้อนจากภายนอกเข้าสู้ภายในนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทดังนี้

  1. การนำความร้อนและการแผ่รังสี ผ่านผนังทึบ
  2. การแผ่รังสีความร้อน ผ่านผนังกระจก
  3. การนำความร้อน ผ่านผนังกระจก เนื่องจากความแตกต่างของอุณหภูมิภายใน และภายนอก
  4. การพาความร้อน เนื่องจากการรั่วซึมของภายนอกเข้าไปภายใน

การจำหน่ายฟิล์มกรองแสงในประเทศไทย โดยเข้าใจว่าฟิล์มกรองแสงที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนั้นจะมีไม่กี่เบอร์ คือ ประมาณ 3-4 เบอร์ เช่น เบอร์ 05 , 20 , 35 , 50 ซึ่งเบอร์นั้น ๆ ตามมาตรฐานสากล จะบ่งบอกถึงค่าที่แสงสามารถส่องผ่านฟิล์มกรองแสงได้ เช่น

  1. เบอร์ 05 แสงสามารถส่องผ่านได้ประมาณ 5 % ฟิล์มจะเข้ม 95 %
  2. เบอร์ 20 แสงสามารถส่องผ่านได้ 20 % ฟิล์มจะมีความเข้ม 80 % เป็นต้น
  3. ซึ่งในยุคแรกๆ ทั้งผู้บริโภค และร้านค้ายังไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าวจึงใช้การประมาณความเข้มของฟิล์มแทน เช่น
  • เบอร์ 05 แสงผ่านได้ 5 % ฟิล์มจะมีความเข้ม 95 % แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่าฟิล์ม 80 %
  • เบอร์ 20 แสงส่องผ่านได้ 20 % ฟิล์มจะมีความเข้ม 80 % แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่าฟิล์ม 60 %
  • เบอร์ 50 แสงส่องผ่านได้ 50 % ฟิล์มจะมีความเข้ม 50 % แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่า 40 %

การเลือกชนิดของฟิล์มกรองแสงมีหลากหลายชนิด ขึ้นกับตลาดและความต้องการของผู้ใช้ ราคามีแตกต่างกันมาก ขึ้นกับคุณสมบัติพิเศษที่เพิ่มขึ้นจากผลิตภัณฑ์ แต่ความสามารถพื้นฐานที่ต้องการกันทั่วไปในคุณภาพของฟิล์มที่มีคุณภาพดีอาจไม่แตกต่างกัน พลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากจะมีรังสีต่างๆแล้ว ยังให้แสงสว่าง และมีความร้อนด้วยดังนั้นฟิล์มกรองแสงที่ดีต้องสามารถป้องกันได้ทั้งรังสี แสง และความร้อน คือ ค่าการลดความร้อนจากแสงแดดนั้นเอง

การคิดค้นฟิล์มกรองแสงสำหรับที่อยู่อาศัยคุณภาพเยี่ยม

IMG (1)ปัญหาความร้อนภายในบ้านและอาคารเหล่านี้จะหมดไปเมื่อท่านติดฟิล์มกรองแสงพร้อมทั้งคุณสมบัติกันความร้อน กรองแสง ซึ่งจะทำให้อาคารและบ้านของคุณอุณหภูมิที่ลงลด ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้า กันความร้อนจากแสงแดด ลดอุณหภูมิภายในห้อง โดยการลดแสงแดดที่ส่องเข้ามา กรองแสงรังสี UV ช่วยอากาศภายในเย็นขึ้นเวลาที่เปิดเครื่องปรับอากาศช่วยให้เย็นเร็วยิ่งขึ้น เครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนัก อีกทั้งเป็นการประหยัดการใช้ไฟฟ้า ทำให้ค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าลดลง ปัจจุบันมีฟิล์มหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามท้องตลาด ทั้งฟิล์มที่ให้ความเป็นส่วนตัวของคุณหรือฟิล์มที่ให้บรรยายกาศวิวภายนอกโดยที่ได้รับประโยชน์และคุณสมบัติตามมาตรฐานฟิล์มขั้นสูงสุด ที่สำคัญยังทำให้อาคาร บ้าน คอนโด ดูสวยงาม หรูหรา

เพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ส่งผ่านเข้ามาในบ้านนั้นมีที่มาจากสองแหล่ง คือความร้อนที่มาพร้อมกับแสงสว่างที่มองเห็นได้ และความร้อนจากแสงอินฟราเรดที่ทำให้คุณรู้สึกร้อน มีส่วนช่วยในการป้องกันผู้อยู่อาศัยในบ้านที่ติดตั้งฟิล์มกรองแสง จากการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำพาความร้อนเข้ามาสู่บ้านหากสะสมเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดความร้อนสะสมในบางบริเวณและอาจส่งผลให้เฟอร์นิเจอร์ซีดจางลง ดังนั้นการติดตั้งฟิล์มกรองแสงจะช่วยลดความร้อน ลดปัญหาการซีดจางของเฟอร์นิเจอร์ อีกทั้งยังปกป้องผู้อยู่อาศัยให้ปลอดภัยจากรังสียูวีโดยยังคงมีแสงสว่างธรรมชาติควบคู่ไปกับบรรยากาศที่สบาย

ฟิล์มกรองแสงคุณภาพเยี่ยมที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถเลือกกรองรังสีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในบรรดาฟิล์มชนิดเดียวกัน ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่คิดประดิษฐ์ฟิล์มกรองแสงที่มีคุณลักษณะพิเศษ คือปล่อยให้แสงผ่านเข้ามาได้ดี และป้องกันรังสีอินฟราเรด ในการเคลือบฟิล์มเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย สามารถป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้อย่างเต็มที่ ให้ความเป็นส่วนตัวสูง โดยโปร่งใสพอที่แสงจะผ่านได้มาก ขณะที่ตัดแสงสะท้อนได้มากที่สุด เป็นวัสดุก่อสร้างอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนและส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนจริง เป็นเทคโนโลยีฟิล์มกรองแสงสำหรับอาคารที่มีประสิทธิภาพสูง และมีคุณสมบัติเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

คำแนะนำในการเลือกฟิล์มกรองแสงให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

โดยจะพิจารณาจาก
1.คุณภาพ
ฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพดีนั้น คุณสมบัติต่างๆ ของฟิล์มเช่น % การลดความร้อน,% การลดรังสี UV, % การสะท้อนแสงและ % แสงส่องผ่าน ต้องเป็นค่ามาตรฐานจากโรงงานผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ และควรเป็นไปตามมาตรฐานของ AIMCAL (ASSOCIATION OF INDUSTRIAL METALLIZERS COATERS AND LAMINATORS), ASTM (AMERICAN SOCIETY FOR TESTING AND MATERIALS) และ ASHRAE มิใช่ค่าที่พิมพ์หรือโฆษณาโดยปราศจากหลักฐานอ้างอิง
2.มาตรฐานโรงงานผู้ผลิต
ต้องพิจารณาว่าเป็นฟิล์มกรองแสงที่มีแหล่งที่มาชัดเจน นำเข้ามาจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐานที่สากล
ยอมรับ และมีที่ตั้งชัดเจน โดยปัจจุบันมีฟิล์มกรองแสงที่ผลิตจากโรงงานในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้รับมาตรฐาน ISO 9001 ซึ่งเป็นระบบควบคุมคุณภาพที่กำกับดูแลทั้งการออกแบบและการพัฒนา, การผลิต, การติดตั้งและการบริการ โดยโรงงานผู้ผลิตจะมอบสำเนาใบประกาศนียบัตร ที่ได้รับรองมาตรฐาน ISO 9001 ให้บริษัทตัวแทนในประเทศไทยที่นำเข้าและจัดจำหน่ายด้วย ผู้บริโภคสามารถเรียกตรวจสอบได้
3.ผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย
ต้องเป็นบริษัทที่มีความตั้งใจ จริงใจ และประสบการณ์ในการทำธุรกิจฟิล์มกรองแสงอย่างต่อเนื่อง
ยาวนาน เชื่อถือได้ และไม่มีการโฆษณาหลอกหลวง หรือเปลี่ยนยี่ห้อไปเรี่อยๆ มีมาตรฐานการรับประกันคุณภาพที่เชื่อถือได้ โดยทั่วไปการรับประกันคุณภาพจะไม่ต่ำกว่า 7 ปี และสิ้นสุดเมื่อมีการเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถ ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องเลือกบริษัทตัวแทนจำหน่ายที่ท่านมั่นใจว่าตลอดระยะเวลารับประกัน บริษัทฯจะยังคงดำเนินธุรกิจฟิล์มกรองแสงอยู่และพร้อมที่จะรับผิดชอบหากฟิล์มที่ติดตั้งไปเกิดปัญหาใดๆ ขึ้น ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ควรเป็นผู้จัดจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นทางการจากโรงงานผู้ผลิตให้เป็นตัวแทนในประเทศไทย โดยตรวจสอบได้จากหนังสือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายฯ
4.ราคา
ราคาต้องสมเหตุสมผล เหมาะสมกับคุณภาพในระดับที่ยอมรับได้ โดยฟิล์มเคลือบโลหะทั้งชนิด Sputtered และ Thermal จะมีราคาสูงกว่าฟิล์มเคลือบสีประมาณ 1-2 เท่าตัว
5.โฆษณา
ผู้บริโภคควรพิจารณาโฆษณาของฟิล์มกรองแสงต่างๆ ให้ดีก่อนเลือกติดตั้งต้องเป็นโฆษณาที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง % การลดความร้อนและคุณสมบัติต่างๆ ของฟิล์มกรองแสง ซึ่ง % การลดความร้อนที่ถูกต้องนั้นต้องเป็น % การลดความร้อนจากแสงแดดนอกจากนี้ยังควรพิจารณาถึงวิธีการทดสอบคุณภาพของฟิล์มกรองแสงด้วยว่าเชื่อถือได้หรือไม่ เช่น ไม่ควรทดสอบฟิล์มด้วยแสงสปอตไลท์หรือหลอดรังสีอินฟาเรด ไม่ว่าจะโดยการให้ผู้บริโภคใช้มืออัง หรือยืนท่ามกลางแสงไฟ ทั้งนี้เพราะเวลาที่ขับรถจริงๆ นั้น เราขับรถภายใต้แสงแดด มิใช่แสงสปอตไลท์หรืออินฟราเรดแต่เพียงชนิดเดียว ซึ่งแหล่งกำเนิดแสงทั้งสามชนิดนี้แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง และบางครั้งยังมีกรณีที่ว่าฟิล์มที่นำมาติดตั้งนั้นเป็นคนละชนิดกัน หรือใช้ฟิล์มติดตั้งซ้อนทับกันสองชั้นในการทดสอบ จุดนี้ผู้บริโภคต้องพึงระมัดระวังและพิจารณาให้รอบคอบ