อายุของฟิล์มกรองแสง

ฟิล์มกรองแสงนั้นมีคุณสมบัติคือเป็นวัสดุที่โปร่งแสง แต่ช่วยลดความร้อน ลดรังสีอินฟราเรด และรังสีอัลตร้าไวโอเลตที่เข้ามากระทบ ทำให้ช่วยลดความร้อนภายในรถ เมื่อต้องจอดอยู่กลางแสงแดด ซึ่งฟิล์มที่ว่านี้สามารถแบ่งได้หลายประเภทด้วยกันคือ

  1. แบบไม่มีส่วนผสมของสารป้องกันรังสีที่มาจากแดด
  2. แบบมีส่วนผสมของสารป้องกันรังสีที่มาจากแดด
  3. ฟิล์มปรอท, ฟิล์มเคลือบโลหะ และฟิล์มลดความร้อน
  4. ฟิล์มอินฟราเรด (Infrared Film)
  5. ฟิล์มนิรภัย (Safety Film)
  6. ฟิล์มใสนาโน

อายุของฟิล์มกรองแสง 1 อายุของฟิล์มกรองแสง

ในส่วนของอายุการใช้งานของฟิล์มกรองแสงนั้นส่วนใหญ่นั้นฟิล์มหลายๆ ยี่ห้อจะรับประกันคุณภาพประมาณ 7 ปี แล้วหลายๆ คนก็มีข้อสงสัยว่าจริงๆ แล้วฟิล์มมีอายุกี่ปีกันแน่ ในบางยี่ห้อที่มีลักษณะที่เสื่อมคุณภาพไปแล้ว จะทำให้เราเห็นภาพซ้อน หรือเวลามองแล้วเห็นภาพไม่ชัด เหมือนเป็นคนสายตาสั้นซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้เราก็ควรที่จะเปลี่ยนได้แล้วเนื่องจาก ถ้าให้ฟิล์มหมดอายุหรือที่เค้าเรียกว่าฟิล์มตาย แล้วลอกออก ในการลอกออกนั้นอาจจะสร้างความเสียหายให้กับกระจกได้ แต่สำหรับฟิล์มที่มีคุณภาพจะลอกง่าย ใช้เวลาน้อยในการลอก และกาวของฟิล์มจะติดอยู่ที่ตัวฟิล์มไม่ได้ติดอยู่ที่กระจก ซึ่งจะดีกว่าฟิล์มที่ลอกแล้วกาวติดอยู่ที่กระจกนั้นเองนอกจากนี้แล้ว ยังมีความเหนี่ยวของเนื้อฟิล์มอยู่ เวลาดึงออกจากกระจกจะไม่ขาดหรือ แตกเป็นชิ้นๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือ สิ่งที่ทำให้ฟิล์มนั้นมีอายุสั้นกว่าปกติ ก็คงตอบง่ายๆ เลย คือแสงแดด และน้ำยาเช็ดกระจกที่มี แอมโมเนีย ผสมอยู่ สองอย่างนี้จะเป็นสิ่งที่ทำลายตัวฟิล์มกรองแสงของเราให้มีอายุการใช้งานน้อยลง

คุณสมบัติของฟิล์มกรองแสงที่ดี

%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%a1

 

ด้วยความที่เมืองไทยเป็นเมืองที่มีอากาศร้อนมาก ดังนั้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้รถสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ การติดตั้งฟิล์มกรองแสงเพิ่มเติม ซึ่งหลักการในการเลือกเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย แค่ทำความเข้าใจกับพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ  กับการทำงานของฟิล์มกรองแสง  ก็จะช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อฟิล์มที่ดีรู้สึกปราบปลื้มกับการติดตั้งฟิล์มกรองแสงแน่นอน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าจุดประสงค์ของการติดฟิล์มกรองแสงนั้น คือ การกันความร้อน ต้องการซื้อมากันความร้อนจากแสงแดด จากดวงอาทิตย์ที่จะแผ่เข้ามายังพื้นที่ภายในรถของคุณ และนั่นจะนำมาซึ่งการช่วยประหยัดพลังงานที่ใช้ความเย็น ช่วยยืดอายุการทำงานของชิ้นส่วนต่างๆ  ภายในรถของคุณเอง สิ่งต่อมาคือติดตั้งเพื่อให้เกิดความปลอดภัย หลายคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว และต้องยอมรับว่าฟิล์มกรองแสงในแบบที่มีความทึบนั้นสามารถช่วยคุณได้ มองจากภายนอกไม่สามารถมองเข้าไปเห็นภายในได้ จริงอยู่ว่ามันสร้างความส่วนตัวให้กับคุณแต่อย่าลืมในเรื่องของความปลอดภัย นอกจากนี้หากเกิดอุบัติเหตุใดๆ ก็ตามที่ไม่คาดคิด  เช่น หากมีอุบัติเหตุที่ทำให้เศษกระจกแตก  ฟิล์มกรองแสงที่ดีจะช่วยยึดกระจกไม่ให้แตกกระจายได้  และข้อสุดท้ายความสวยงามหากจะตามแฟชั่นต้องดูความเหมาะสมของรถด้วยว่าเป็นแบบใด เหมาะกับสีแบบไหน เพราะมีบางคนที่หลังจากไปติดฟิล์มมาแล้วทำให้ลดความสวยงามของรถคันโปรดลงไป

ฟิล์มกรองแสงที่ดีนอกจากจะต้องพิจารณาจากคุณสมบัติอื่นๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว  การพิจารณาคุณสมบัติของกาวที่ใช้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน คุณสมบัติของกาวที่ดีต้องมีความบางใสและเหนียว เมื่อนำมาติดที่กระจกแล้วต้องทนทานต่อสภาวะความร้อนเย็นของกระจกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยึดติดกับกระจกได้ดี ไม่ทำให้ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ พอง ลอก ล่อน หรือเป็นฟองอากาศ  นอกจากที่กล่าวไปแล้ว ฟิล์มที่ดีจะต้องสามารถป้องกันรอยขีดข่วน หรือสามารถเคลือบสารกันรอยขีดข่วนได้อีกด้วย อย่างฟิล์มกรองแสงที่ทำมาจากโพลีเอสเตอร์ก็มีจุดอ่อนในเรื่องความอ่อนของผิว ซึ่งมักจะทำให้เกิดรอยเส้นคล้ายรอยขนแมวได้ง่ายรวมไปถึงจากการใช้งานปกติ แต่ปัจจุบันได้มีการคิดค้นสารเคมีเคลือบแข็งบนผิวของฟิล์ม ซึ่งจะทำหน้าที่ในการป้องกันการขีดข่วนจากการใช้งานปกติ และจากคุณสมบัติข้อนี้นี่เองจึงทำให้อายุการใช้งานของฟิล์มมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้นแลดูสวยงามตลอดอายุการใช้งาน สิ่งสำคัญจำไว้ว่าฟิล์มกรองแสงที่ดีไม่ใช่เพียงแต่สามารถลดแสงจ้าได้ดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ฟิล์มที่ดีจะต้องมีความสามรถสะท้อนแสงอาทิตย์ได้

ฟิล์มกรองแสง กับ ฟิล์มลดความร้อน เหมือน หรือ ต่างกันอย่างไร?

1362985799-1dscf1303j-o

เรามักจะได้ยินกันมาตลอดว่า รถยนต์ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวิธีการป้องกันคลื่นความร้อน และให้ในรถมีความเย็นสบาย ในขณะ ใช้รถ

เนื่องจากแสงแดดในตอนกลางวัน หรือ แม้ในยามค่ำคืนหากขับรถโดยไม่เปิดกระจก ก็ไม่สามารถจะขับได้นาน เพราะความ อบอ้าวในรถอันเกิด จากแสงแดด และอากาศภายใน ดังนั้น รถยนต์จำเป็นจะต้องมีฟิล์มกรองแสง หรือ ฟิล์มลดความร้อน และเครื่องปรับอากาศ ใช้งานกับรถของท่าน

ในส่วนของฟิล์มกรองแสง หรือฟิล์มลดความร้อน นั้น มีความเหมือนและมีความแตกต่างกันอยู่ในตัวเองในอดีตผู้คนมักจะเรียก วัสดุสีดำๆ ที่เป็นพลาสติก มาติดกระจกรถ ว่าเป็นฟิล์มกรองแสง ต่อมาก็จะมีการเรียกฟิล์มลดความร้อนบ้าง ซึ่งในอย่างหลังนั้น ก็คือฟิล์มกรองแสง ที่มีคุณสมบัติ ในการลดคลื่นความร้อนได้มากกว่า ฟิล์มกรองแสงแบบเดิมนั่นเอง ทั้งนี้ จากการที่ได้วิวัฒนาการผลิต ด้วยเทคโนโลยี สมัยใหม่ เช่น Sputtering Metallized Coating; Metal Selection Coating etc.

ฟิล์มกรองแสงที่จำหน่ายอยู่ในตลาดมีมากมายหลายชนิดส่วนใหญ่เป็นฟิล์มย้อมสีมีคุณภาพต่ำ กันความร้อนน้อย และไม่มีเคลือบสารป้องกันรังสีอุลต้าไวโอเลท แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดได้กำเนิดฟิล์มกรองแสงยุคใหม่ ซึ่งเป็นฟิล์มแห่งอนาคต เรียกกว่า “สปัทเตอร์ฟิล์ม” (Sputter-Coated Metallized films) ซึ่งสามารถนำเอาโลหะชนิดต่าง ๆ มาเคลือบเป็นเนื้อเดียวกับฟิล์ม ทำให้ฟิล์มมีความคงทนและกันความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม

ปัจจุบันฟิล์มเกือบทุกชนิดซึ่งเป็น “สปัทเตอร์” ฟิล์มได้รับการพัฒนา และผลิดขึ้นจากกรรมวิธีดังกล่าว ที่มีคุณสมบัติกันความร้อนสูงภายใต้สภาพสูญญากาศ ทำให้โลหะเกิดการแตกสภาพเป็นอะตอม ซึ่งเป็นอนุภาคเล็กที่สุด แล้วแยกตัวลอยไปจับบนแผ่นใส Polyester ทีละอะตอม ทำให้เกิดแผ่นฟิล์มโลหะบาง ๆ เคลือบอยู่บนผิวของแผ่น Polyester กลายเป็นฟิล์มกรองแสงในยุคปัจจุบัน แผ่นฟิล์มโลหะบาง ๆ นี้เองที่ทำหน้าที่ป้องกันความร้อนได้อย่างอัศจรรย์ ด้วยเทคโนโลยีการผลิตเช่นนี้เราสามารถเลือกโลหะที่นำมาใช้เคลือบฟิล์มได้หลากหลายชนิดมาก ทำให้ได้เนื้อฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการลดคววามร้อนจากแสงแดดจริงได้ดีเยี่ยม อีกทั้งยังให้ความสวยงามมีความทนทาน และไม่เปลี่ยนสี

ในปัจจุบันฟิล์มหลายยี่ห้อ ปัองกันรังสีอุลตร้าไวโอเลตหรือ UV จากแสงอาทิตย์ได้เกือบ 100% ซึ่งมีคุณสมบัติปกป้องสิ่งของภายในรถของท่านไม่ให้ซีดจางหรือเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด พร้อมทั้งลดอันตรายจากการเกิดมะเร็งผิวหนังและฝ้าบนใบหน้า

ฟิล์มกรองแสงในยุคปัจจุบันเคลือบด้วยสารเคลือบแข็งป้องกันรอยขูดขีด ทำให้มีความคงทนให้ความปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูงกว่าฟิล์มย้อมสีที่มีคุณภาพต่ำ

การออกแบบและพัฒนาโปรแกรมติดฟิล์มกรองแสง

61215_0_m_31_2013-02-03-12-10-58ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีต่างๆในปัจจุบันทำให้นาโนเทคโนโลยีเกิดการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เช่น ความสามารถในการสร้างเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถมอง วัด หรือสัมผัสวัตถุในระดับนาโนได้อย่างแม่นยำ และผสมผสานกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ , เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล และศึกษาคุณสมบัติของสสารได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ทางด้านอาหาร เกษตรกรรม การแพทย์ เครื่องสำอาง พลังงาน เครื่องนุ่งห่ม การกีฬา การทหาร คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ สิ่งแวดล้อม การสื่อสารและโทรคมนาคม

การพัฒนาระบบการทำงานฟิล์มกรองแสงรูปแบบใหม่ที่มีความแตกต่างจากระบบเดิมที่ใช้อยู่ทั่วไปที่เป็นหัวใจ ได้แก่ ผู้บริโภคสามารถเลือกและพิสูจน์ตัวแผ่นฟิล์มกรองแสงได้ตามต้องการ ซึ่งการติดตั้งฟิล์มกรองแสงจะตัดแบบด้วยการใช้โปรแกรมที่มีความเฉพาะสำหรับรถยนต์แต่ละรุ่นแทนการใช้มีดคัตเตอร์กรีดลงบนกระจกรถยนต์ ซึ่งอาจเกิดความเสียหายบนกระจกรถได้เมื่อเปรียบเทียบข้อดีของระบบการติดตั้งนี้นอกจากจะมีความสวยงามกว่าการใช้มือตัดอย่างชัดเจนแล้ว ระบบนี้ยังสามารถลดต้นทุนด้านวัตถุดิบลงได้กว่า 15% และลดเวลาในการติดตั้งลงได้เกือบ 1 ชั่วโมง เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้มีสิทธิ์เลือกใช้และพิสูจน์คุณภาพสินค้าเพื่อเลือกสรรสิ่งที่คิดว่าคุ้มราคาที่สุดโดยส่วนหนึ่งได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ ซึ่งปรากฏว่าสามารถลดความสูญเสียได้หลายอย่าง ทั้งในเรื่องสินค้า เวลา และต้นทุน และผลงานการติดตั้งฟิล์มกรองแสงที่ออกมาก็เรียบร้อยสวยงามและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

เป็นโปรแกรมที่เพียบพร้อมในคุณสมบัติการบริหารจัดการที่ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ภายใต้ความถูกต้องแม่นยำของรูปแบบกระจกรถยนต์แต่ละรุ่นที่มีอยู่ในโปรแกรม นอกจากระบบการติดฟิล์มแล้วยังเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานให้สะดวกสบาย และเป็นระบบฐานข้อมูลลูกค้า ระบบควบคุมสต็อกสินค้ารวมทั้งระบบจัดเก็บข้อมูลการทำงานตามลูกค้าโดยละเอียดอีกด้วย การออกแบบและพัฒนาระบบดังกล่าวจะเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้รถยนต์อย่างแน่นอน หากมองในเรื่องโอกาสและทางเลือกของผู้บริโภค การมีนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆผุดเข้ามาในวงการธุรกิจติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์จะทำให้ร้านค้าที่มีการให้บริการติดตั้งแบบระบบเก่าตื่นตัว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบแข่งขัน ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้บริการในรูปแบบใหม่ๆหรือเร่งคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีคุณภาพเทียบเท่าหรือดีกว่า นับเป็นผลดีของการสร้างนวัตกรรมเพราะคนไทยก็จะได้ใช้สินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพมากยิ่งๆขึ้นในอนาคตต่อไป

การลดความร้อนของฟิล์มกรองแสงในปัจจุบัน

14

ความเข้าใจผิดที่แก้ไขยากสำหรับวงการฟิล์ม สืบเนื่องจากในยุคแรกๆ ฟิล์มมีไม่กี่ชนิดและมีไม่กี่ระดับความเข้มโดยมาตรฐานตอนนั้นจะมีเบอร์ที่เป็นมาตรฐานสากลคือ เบอร์ 5, 20, 50 ซึ่งตามมาตรฐานแล้วเบอร์ฟิล์มจะบ่งบอกถึงประมาณการณ์ของค่าแสงส่องผ่าน เช่น ฟิล์มรหัส xx 05 จะหมายถึงฟิล์มเบอร์นี้แสงสามารถส่องผ่านได้ประมาณ 5% คือฟิล์มมีความเข้ม 95% บ้านเราเห็นมันเข้มหรือทึบสุดเลยเรียกว่าฟิล์ม 80%, ฟิล์มเบอร์ xx 20 หมายถึงฟิล์มเบอร์นี้ แสงสามารถส่องผ่านได้ประมาณ 20% หรือฟิล์มเข้ม 80% บ้านเราเรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่าฟิล์ม 60%, ฟิล์มเบอร์ xx 50 หมายถึงฟิล์มเบอร์นี้ แสงสามารถส่องผ่านได้ประมาณ 50% หรือฟิล์มเข้ม 50% บ้านเราเรียกฟิล์ม 40% นี่แหละครับความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น

การลดความร้อนของฟิล์มเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งถกเถียงกันไม่จบบ้างก็อยากให้วัดกับหลอดไฟซึ่งผู้บริโภคคงสับสนกันอยู่พอสมควรว่าจะทดสอบและตัดสินใจเลือกกันอย่างไรให้ถูกต้องกันแน่เราจะดูตารางเปรียบเทียบไอความร้อนที่เราได้รับดูกันก่อน ระหว่างแหล่งกำเนิดที่ต่างกัน คือ ระหว่างดวงอาทิตย์กับหลอดไฟ ดังนั้นการพิจารณาในการเลือกฟิล์มกรองแสงจากคุณสมบัติในการลดความร้อนนั้น สามารถใช้หลอดไฟในการเปรียบเทียบได้ คือให้รู้ว่าฟิล์มตัวไหนสามารถลดรังสีอินฟราเรดได้ดีกว่ากัน(ควรจะเทียบใน ระดับฟิล์มที่มีความเข้มระดับเดียวกันหรือใกล้เคียง) ก็จะได้รู้ว่าฟิล์มตัวไหนสามารถลดความร้อนได้ดีกว่า ย้ำนะครับว่าให้เทียบในระดับความเข้มเดียวกัน แต่ก็อย่าคาดหวังว่าจะลดความร้อนได้ดีอย่างที่เรารู้สึก เพราะดวงอาทิตย์มีส่วนประกอบของความร้อนอย่างอื่นประกอบด้วย ถ้าจะเอาค่าการลดความร้อนรวม ดังนั้นการเลือกฟิล์มก็ควรที่จะดูเรื่องโครงสร้างสินค้า-ราคาและการลดความ ร้อนรวมจากแสงแดดเป็นตัวประกอบด้วย จะได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

ฟิล์มอินฟราเรดเป็นฟิล์มชนิดที่เคลือบสารพิเศษในการไปตัดรังสีอินฟราเรดได้ดี ซึ่งรังสีอินฟราเรดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของความร้อน (ดูการลดความร้อนของฟิล์มในช่วงต่อไป) แต่จากการโฆษณาทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อว่าสามารถลดความร้อนได้ดี โดยใช้ตัวเลขในการลดรังสีอินฟราเรดเป็นตัวโฆษณาและมีราคาที่สูงมาก ทำให้ตลาดไม่ค่อยตอบรับเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบันมีสินค้าประเภทนี้ที่มีราคาถูกลงให้ได้เลือกกันมากขึ้น